วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โรคกระดูกพรุนคืออะไร เด็กๆก็เป็นได้


โรคกระดูกพรุน
ปัจจุบันมีการตื่นตัวเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนเป็นอย่างมาก ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลกองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้กำหนดความสำคัญของโรคกระดูกพรุนไว้เป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคกระดูกพรุนคืออะไร
            โดยปกติ กระดูกของคนเราเป็นอวัยวะที่มีชีวิต กระดูกมีเซลล์หลักอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นเซลกระดูกที่มีหน้าที่สลายกระดูกเรียกว่า Osteoclast เซลล์อีกชนิดหนึ่งมีหน้าที่สร้างกระดูกใหม่เรียกว่า Osteoblast เซลล์ทั้ง 2 ชนิดนี้ทำงานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย

ช่วงเวลาของการสร้างและสลายกระดูกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงดังนี้
1. ช่วงของการสร้างมวลกระดูก เริ่มต้นเมื่อแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 30 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการสร้างมวลกระดูกมากกว่าการสลายมวลกระดูก มวลกระดูกของร่างกายจึงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่เรียกว่า Peak Bone Mass
2. ช่วงของการคงมวลกระดูก หลังจากอายุ 30 ปีไปแล้วการสร้างกระดูกจะลดลงจนเท่ากับการสลายกระดูก มวลกระดูกรวมจึงคงที่ ไปจนถึงอายุประมาณ 45 ปี
3. ช่วงการสลายมวลกระดูก จากอายุ 45 ปีขึ้นไป การสร้างมวลกระดูกจะลดลงเรื่อยๆ มวลกระดูกรวมของร่างกายจึงลดลงตามลำดับ สตรีในช่วงหมดประจำเดือน การสลายมวลกระดูกจะรวดเร็วมากทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว
โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่ผู้ป่วยมีมวลกระดูกต่ำกว่าปกติ และมีแนวโน้มจะต่ำลงเรื่อยๆ จนเป็นสาเหตุให้เกิดกระดูกหักจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย และมีโอกาสที่กระดูกที่หักจะไม่ติดกัน

อันตรายของโรคกระดูกพรุน
        แม้ว่าโรคกระดูกพรุนจะไม่ได้ทำให้เสียชีวิตโดยตรง แต่โรคกระดูกพรุนเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่างๆ มากมาย จากการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำได้ไม่เต็มที่อันเนื่องมาจากอาการปวด หรือภาวะกระดูกหัก

การพักรักษาตัวเป็นเวลานาน ย่อมทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นได้ เช่น ภาวะถุงลมโป่งพอง ภาวะการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุให้สุขภาพโดยรวมเลวลงอย่างรวดเร็วจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

เมื่อผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนได้รับอุบัติเหตุทำให้เกิดภาวะกระดูกหักขึ้น กระดูกนั้นจะใช้เวลาในการเชื่อมต่อตัวเองนานกว่ากระดูกปกติ หรืออาจไม่ติดเลยก็ได้ ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในเฝือกนานขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดอาการข้อยึดติด ไม่สามารถใช้ร่างกายส่วนนั้นได้เป็นระยะเวลานาน หรืออาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดยึดกระดูกซึ่งผลการรักษามักไม่ได้ผลดี

อาการของโรคกระดูกพรุน
        ปวดหลัง เป็นอาการหนึ่งที่พบได้ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคกระดูกพรุน ในผู้ป่วยที่อายุยังน้อย โรคกระดูกพรุนมักจะไม่มีอาการใดๆ

การตรวจหาโรคกระดูกพรุน
        การตรวจหาโรคกระดูกพรุนด้วยเครื่องตรวจมวลกระดูก
 (Bone Densitometer) เป็นวิธีที่จะทราบถึงสภาวะมวลกระดูกของเราได้ดีที่สุด การตรวจหามวลกระดูกจะแปรผลออกมาเป็นค่าทางสถิติ โดยใช้การเปรียบเทียบมวลกระดูกของเรากับมวลกระดูกของประชากรในอายุและเพศเดียวกัน

การแปรผลการตรวจมวลกระดูกจะแปรผลออกมา คือ
- มวลกระดูกปกติ (Normal) หมายถึง มีมวลกระดูกหนาแน่นเป็นปกติในอายุยังน้อย
มวลกระดูกบาง (Osteopenia) หมายถึง มีมวลกระดูกน้อยกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคกระดูกพรุน เป็นภาวะที่ต้องรับการรักษาก่อนที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน
- กระดูกพรุน (Osteoporosis) หมายถึง มีมวลกระดูกน้อยกว่าปกติมากจนเสี่ยงต่อกระดูกหักหรือกระดูกยุบตัว
การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน
        เมื่อผลตรวจมวลกระดูกพบว่ากระดูกปกติ สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคกระดูกพรุนคือ
1. ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเพศและวัยเป็นประจำ
2. รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม
3. ตรวจมวลกระดูกประจำทุกปี
4. ตรวจสุขภาพประจำปี ดูแลสุขภาพโดยรวมให้ดีอยู่ตลอดเวลา

การรักษาโรคกระดูกพรุน
        ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาโรคกระดูกพรุนคือ
1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกบาง (Osteopenia)
3. ผู้ป่วยที่มีมวลกระดูกปกติ แต่ลดลงจากปีที่แล้วมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป

ยารักษาโรคกระดูกพรุนมีหลายกลุ่ม ประกอบด้วย
1. ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการสลายกระดูก ได้แก่ Estrogen, Calcitonin, Biphosphonate
2. ยาออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูก ได้แก่ Vitamin D, Fluoride
3. ฮอร์โมนออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูก ได้แก่ Parathyroid Hormone และ Anabolic steroids
4. ยาออกฤทธิ์ประเภทอื่นๆ ได้แก่ Ipriflavone, Tibolone และ Vitamin D metabolites
        การรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยยาต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกบางและโรคกระดูกพรุน นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยหายทรมานจากอาการปวดหลังเรื้อรังแล้ว ยังลดโอกาสที่ผู้ป่วยมีเกิดภาวะกระดูกหักจากอุบัติเหตุได้อีกด้วย
http://www.vejthani.com/TH/Article/118/โรคกระดูกพรุน

Continue reading

No comments

รายชื่อหมอกระดูกเก่ง ๆ หมอกระดูกและข้อ

1
ชื่อแพทย์ :  กมล ภัทราดูลย์ นพ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   สูติ-นรีเวชวิทยา - มะเร็งนรีเวชวิทยา
  
   
2
ชื่อแพทย์ :  กมลชนก ประภาศรีสุข นพ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ - มือ
  
   
3
ชื่อแพทย์ :  กมลทิพย์ เอกวาทีศิริ พญ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   สูติ-นรีเวชวิทยา - เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช
  
   
4
ชื่อแพทย์ :  กมลภัทร จรรยาประเสริฐ ทพญ. 
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   ทันตกรรมจัดฟัน
  
   
5
ชื่อแพทย์ :  กมลวรรณ์ กลการประเสริฐ พญ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาทั่วไป
  
   
6
ชื่อแพทย์ :  กรมิษฐ์ ศุภพิพัฒน์ นพ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   กุมารเวชศาสตร์โลหิตวิทยา
  
   
7
ชื่อแพทย์ :  กรวิภา กิตตินนท์ พญ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป
  
   
8
ชื่อแพทย์ :  กรองทิพย์ เสกธีระ ทพญ. 
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   ทันตกรรมปริทันต์
  
   
9
ชื่อแพทย์ :  กฤต บุญธนาพิบูลย์ นพ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อทั่วไป
  
   
10
ชื่อแพทย์ :  กฤตยา ทิศขจรสิริ พญ.
สาขาที่เชี่ยวชาญ :   อายุรศาสตร์ทั่วไป
  

Continue reading

No comments

ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการปวดเข่า ปวดข้อเข่า มีเฮวิธีรักษาสมัยใหม่ให้ไม่ต้องทรมานอีกต่อไป

ปวดข้อเข่า

เทคนิค UKA ผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน

ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการปวดเข่า ปวดข้อเข่า ซึ่งเคยรักษาด้วยการรับประทานยา และรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูมาอย่างเต็มที่แล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น สุดท้ายต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะประเมินอาการร่วมกันกับผู้ป่วย เพื่อพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม

โดยทั่วไปการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดกว้างๆ คือ การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด (Total Knee Arthroplasty หรือ TKA) ใช้กับผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมรุนแรง มีอาการปวดเข่า ปวดข้อเข่า และแกนขาผิดรูปมาก มักพบในผู้ที่มีอายุมากแล้ว ซึ่งการผ่าตัดแบบเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด หรือ TKA แพทย์จะพิจารณาใช้ในกรณีที่ผิวข้อเข่าเสื่อมมากแล้วทั้งข้อ ส่วนผู้ป่วยที่ผิวข้อเข่าสึกหรอเพียงบางส่วน และยังคงมีผิวข้อเข่าส่วนที่สภาพดีเหลืออยู่ กรณีนี้ศัลยแพทย์มีเทคนิคการผ่าตัดรักษาที่เรียกว่า การผ่าตัดแบบเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน (Unicompartment Knee Arthroplasty หรือ UKA) เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมเฉพาะส่วนที่มีการสึกหรอ และคงส่วนที่มีสภาพดีไว้

UKA ผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน
การผ่าตัดรักษาผิวข้อเข่าเทียมด้วยวิธี UKA คือการผ่าตัดเอาผิวข้อเข่าเฉพาะส่วนที่เสื่อมออก โดยเก็บรักษาผิวข้อเข่าในส่วนที่กระดูกอ่อนยังอยู่ในสภาพดีไว้ แล้วทดแทนด้วยผิวข้อเทียมและกระดูกอ่อนเทียมเพียงบางส่วน วิธีนี้เริ่มมีมานานกว่า 20 ปี และมีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัด ตลอดจนเครื่องมือที่ช่วยในการผ่าตัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในอดีตผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมเพียงบางส่วน ที่มีอาการปวดเข่า ปวดข้อเข่า และมีความจำเป็นต้องทำการรักษาโดยวิธีการผ่าตัด มักนิยมผ่าตัดโดยการตัดต่อกระดูกบริเวณใต้ข้อเข่า เพื่อแก้ไขความโก่งงอ ซึ่งวิธีนี้สามารถแก้ไขความเจ็บปวดได้ชั่วคราว แต่เนื่องจากไม่ได้แก้ไขความเสื่อมภายในข้อเข่า ผู้ป่วยจึงไม่สามารถลงน้ำหนักได้ทันที เนื่องจากต้องรอให้กระดูกที่ตัดต่อนั้นเชื่อมติดกันดีก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หรือมากกว่า จึงไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมทั้งสองข้าง

ปัจจุบันวิธีนี้จึงได้รับความนิยมน้อยลงมาก แพทย์บางท่านอาจพิจารณาเลือกผ่าตัดโดยวิธีการเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด (TKA) ซึ่งพบว่าได้ผลดีมาก แต่ต้องยอมสูญเสียผิวข้อเข่าส่วนที่ยังอยู่ในสภาพดีไป ดังนั้นการผ่าตัดชนิดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเฉพาะบางส่วน จึงเป็นวิธีน่าสนใจที่ถูกนำมาพิจารณา

ข้อดีของการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA)
สามารถแก้ไขความทุกข์ทรมานจากอาการปวดเข่า ปวดข้อเข่า ที่เกิดขึ้นจากภาวะข้อเข่าเสื่อม โดยสามารถเก็บรักษาผิวข้อเข่าส่วนที่ยังมีสภาพดีไว้ได้ ตลอดจนเส้นเอ็นต่างๆ ภายในข้อเข่าจะยังอยู่ในสภาพเดิม ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ข้อเข่าได้ใกล้เคียงข้อเข่าปกติมากที่สุด ผู้ป่วยสามารถลงน้ำหนักเดินได้ใน 1-2 วันหลังผ่าตัด และยังพบว่า การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถงอข้อเข่าได้เหมือนปกติ สามารถนั่งพื้นและนั่งยองๆ ได้ บางคนสามารถวิ่งและเล่นกีฬาได้ใกล้เคียงปกติ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การผ่าตัดวิธีนี้หากเลือกผู้ป่วยได้เหมาะสม และทำการผ่าตัดโดยผู้เชี่ยวชาญจะสามารถมีอายุการใช้งานได้นานมากกว่า 10 ปี ถึง 97-98% และหากมีความจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขในอนาคต สามารถทำได้ง่ายกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีอื่น

เทคนิคพิเศษผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน ร่วมกับการผ่าตัดแบบแผลเล็ก
นอกจากนี้ปัจจุบันยังได้มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดให้มีขนาดของบาดแผลเล็กลงมาก โดยอาศัยเทคนิคของMinimally Invasive Surgery ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา และในประเทศยุโรป เนื่องจากการผ่าตัดแบบ UKA โดยอาศัยเทคนิคของการผ่าตัดแบบแผลเล็ก มีข้อดีหลายประการคือ

- บาดแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงอย่างมาก ทำให้มีอาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดด้วยวิธีเดิม
- เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง ทำให้มีการเสียเลือดในการผ่าตัดน้อยลงมาก จึงไม่จำเป็นต้องมีการให้เลือดและทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ
- ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแบบ UKA ร่วมกับเทคนิคผ่าตัดแบบแผลเล็กนี้ จะสามารถเดินได้เร็วกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีเดิม โดยพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเดินได้ภายใน 1-2 วัน หลังผ่าตัด บางคนสามารถเดินได้ภายในวันผ่าตัด ในบางประเทศจะให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ในวันผ่าตัด ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก
- ผู้ป่วยจะฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้น สามารถลงน้ำหนักได้เต็มที่ งอเข่าได้เร็ว สามารถกลับไปใช้งานและทำงานตามปกติได้ภายใน 3-4 สัปดาห์
- มีภาวะแทรกซ้อนน้อยลงมาก โดยเฉพาะการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถงอข้อเข่าได้เหมือนปกติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถนั่งพื้น นั่งยองๆ ได้ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยคนไทยที่มีวัฒนธรรมชอบนั่งพื้น

ข้อจำกัด
แม้การผ่าตัด UKA โดยอาศัยเทคนิคของการผ่าตัดแบบแผลเล็ก จะมีข้อดีหลายประการ แต่มีข้อจำกัดบางประการด้วยเช่นกัน ได้แก่
- การผ่าตัดด้วยเทคนิคพิเศษนี้ทำได้ยากกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีเดิม จึงต้องทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญในการผ่าตัดด้วยเทคนิคใหม่นี้เท่านั้น
- การผ่าตัดด้วยเทคนิคพิเศษนี้ จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยในการผ่าตัด เพื่อให้สามารถทำผ่าตัดได้อย่างถูกต้อง และวางผิวข้อเทียมและกระดูกอ่อนเทียมในตำแหน่งที่เหมาะสม ภายใต้ข้อจำกัดของขนาดบาดแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กมาก
- การผ่าตัดวิธีนี้ ไม่เหมาะที่จะทำผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีภาวะความเสื่อมมากในขั้นรุนแรง หรือมีภาวะความโก่งงอของข้อเข่ามากเกินไป
- ผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุนขั้นรุนแรง หรือมีน้ำหนักมาก อาจไม่เหมาะสมที่จะใช้วิธีผ่าตัดชนิดนี้
- ในอดีตการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม มักแนะนำให้ทำในผู้ป่วยสูงอายุ โดยควรมีอายุ 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากผิวข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานจำกัด แต่สำหรับผิวข้อเข่าเทียมรุ่นใหม่ได้มีการพัฒนาให้มีอายุการใช้งานได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น 10-20 ปี ดังนั้น จึงมีการนำเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่นี้ไปใช้กับผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลง ระหว่าง 40-50 ปี โดยผู้ป่วยแม้จะสามารถกลับไปใช้งานข้อเข่าได้ใกล้เคียงปกติมาก แต่ต้องยอมรับว่ามีโอกาสที่จะได้รับการผ่าตัดแก้ไขในอนาคต อย่างไรก็ตาม พบว่าการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน หรือ UKA สามารถผ่าตัดแก้ไขเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด หรือ TKA ได้ และสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และได้ผลดีมากไม่ต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมในครั้งแรก ซึ่งมีอายุการใช้งานไปได้อีก 10-20 ปี

โดยสรุป การรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมโดยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมเพียงบางส่วนชนิด Unicompartment Knee Arthroplasty โดยอาศัยเทคนิคของการผ่าตัดแบบแผลเล็กร่วมด้วยนั้น มีข้อดีหลายประการ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องมาพบแพทย์โดยเร็ว ก่อนที่อาการปวดเข่า ปวดข้อเข่า และภาวะของข้อเข่าเสื่อมจะเป็นมากเกินไป และจำเป็นต้องทำการผ่าตัดโดยแพทย์ที่มีความชำนาญในการผ่าตัดด้วยวิธีนี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้การผ่าตัดจะได้ผลดีและปลอดภัยมาก แต่การผ่าตัดทุกอย่างย่อมมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ และผิวข้อเข่าเทียมรุ่นใหม่ในปัจจุบันแม้จะมีการพัฒนาให้มีอายุการใช้งานได้นานยิ่งขึ้น ผู้ป่วยควรพยายามรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่เสียก่อน จึงพิจารณารักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม และเมื่อได้รับการผ่าตัดแล้ว แม้จะหายปวดเข่า ปวดข้อเข่า และกลับไปใช้งานได้ดีก็ตาม ผู้ป่วยควรใช้งานข้อเข่าด้วยความทะนุถนอมและกลับไปพบแพทย์เป็นระยะๆ ตามที่แพทย์นัด เพื่อให้สามารถใช้ข้อเข่าใหม่ได้นานที่สุด


http://www.vejthani.com/TH/Article/138/เทคนิค UKA ผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน

สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อมเวชธานี 
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 2222, 2223, 2224

Continue reading

No comments

อย่าประมาท ปวดกล้ามเนื้อหลัง แค่ปวดหลังธรรมดาจริงหรือ

แค่ปวดหลังธรรมดา….จริงหรือ ?

         อาการปวดหลังหรืออาการปวดกล้ามเนื้อหลัง เป็นอาการเจ็บป่วยที่พบได้บ่อยตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงผู้สูงวัย จากสถิติพบว่า 2 ใน 3 ของกลุ่มคนในช่วงอายุ 20-50 ปี จะต้องเคยประสบปัญหาปวดหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในหนึ่งปี  โดยความรุนแรงของอาการปวดหลังนั้นมีได้หลากหลาย  บางครั้งอาจเพียงแค่ก่อความรำคาญ หรือในบางรายอาจถึงขั้นทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ อาการปวดหลังเล็กๆน้อยๆที่หลายคนเป็นกันอยู่ และคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อาจจะเป็นเพียงอาการsปวดหลัง หลังยอกธรรมดานั้น  อาจเป็นที่มาหรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ไม่ธรรมดาได้

         นพ.ภัทร โฆสานันท์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ลักษณะอาการปวดหลัง ซึ่งเกิดจากโรคที่มีความอันตราย และจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์  สามารถสังเกตุอาการเบื้องต้นเหล่านี้ ได้แก่
  1. ปวดหลังร่วมกับอาการอ่อนแรง ชา และปวดร้าวไปที่ขา
    อาการเหล่านี้เป็นอาการที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของเส้นประสาท มีอาการปวดกล้ามเนื้อหลังซึ่งมักจะเกิดขึ้นหลังที่จากมีการกดเบียดของรากประสาทที่กระดูกสันหลังระดับเอว การกดเบียดนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหมอนรองกระดูกสันหลัง ,เอ็นยึดกระดูกสันหลัง หรือข้อต่อกระดูกสันหลัง ซึ่งหากการกดเบียดนี้รุนแรง หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็จะเป็นที่มาของการทุพลภาพของร่างกายต่อไปได้ เช่น อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ แขน  ขา และเป็นอย่างถาวรได้

     
  2. ปวดหลังร่วมกับการมีไข้ ปวดแม้แต่ตอนที่นอนพัก
    อาการปวดหลังลักษณะนี้ เป็นอาการปวดที่เกิดจากภาวะติดเชื้อภายในกระดูกสันหลัง ความรุนแรงของอาการนี้ สามารถทำให้เกิดการผิดรูปของหลังตามมาได้ เช่น หลังค่อมจากการทรุดตัวของข้อกระดูกที่ถูกเชื้อโรคกัดกร่อนทำลาย  สาเหตุก็มาจากการกระจายของเชื้อโรค ที่ได้ติดเชื้อมาและ เข้าสู่กระแสเลือด รวมถึงกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้

     
  3. ปวดหลังเรื้อรัง และมีน้ำหนักตัวลดอย่างไม่มีสาเหตุ
    อาการดังกล่าวนี้เป็นอาการที่ต้องระวัง  ซึ่งอาจหมายถึง  การมีเนื้อร้าย หรือมะเร็งที่บริเวณกระดูกสันหลัง โดยเนื้อร้ายสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ มะเร็งที่มีต้นตอจากกระดูกสันหลังเอง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นๆ ซึ่งหลักสำคัญของการรักษาโรคมะเร็งนั้นคือ พยายามตรวจหาว่ามะเร็งเหล่านี้ เป็นเนื้อเยื่อชนิดใด และมีต้นตอมาจากที่ใด เพราะการรักษาของมะเร็งแต่ละชนิดนั้นมีวิธีการและตัวยาที่แตกต่างกันไป รวมถึงหากสามารถเริ่มการรักษาได้เร็ว โอกาสในการที่จะหายขาดก็ยิ่งสูงมากขึ้นด้วย

     
  4. ปวดหลังร่วมกับความผิดปกติในการขับถ่าย
    อาการปวดหลังที่มาพร้อมกับความผิดปกติในการขับถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ เช่น ไม่สามารถกลั้นได้ หรือมีอาการปวดถ่าย  แต่ถ่ายไม่ได้ อาการเหล่านี้อาจจะเกิดจากการกดทับของไขสันหลัง ทำให้เส้นประสาทที่ใช้ควบคุมระบบการขับถ่ายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้เร่งด่วนทางการแพทย์ที่จะต้องทำการตรวจวินิจฉัย และให้การรักษา เพราะมีอัตราการเกิดความทุพลภาพอย่างถาวรสูง

     
  5. อาการปวดหลังร่วมกับความผิดปกติของการเดิน หรือการทรงตัว
    ความผิดปกติของการเดิน หรือการทรงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินได้ไม่คล่องแคล่ว การเดินไม่ตรง การทรงตัวได้ลำบากกว่าปกติ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการปวดหลังแล้ว อาจจะเป็นผลมาจากการที่ไขสันหลังถูกกดเบียด จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หรืออาจจะเกิดจากการผิดรูปของกระดูกสันหลัง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายไม่ได้อยู่ในแนวกลางลำตัว ทำให้เกิดความยากลำบากในการทรงตัวได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นจากภาวะใดก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดผลเสียถาวรได้ เช่น การสูญเสียการทำงานของไขสันหลังที่ไม่มีการฟื้นตัว หรือการผิดรูปของแนวกระดูกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
         นพ.ภัทร กล่าวต่อว่า อาการปวดหลังที่ยกตัวอย่างมาตามข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นอาการที่เกี่ยวโยงไปถึงโรคที่ล้วนแต่มีความร้ายแรง และสามาถทำให้เกิดผลลัพธ์ทางด้านลบที่รุนแรงกับร่างกายได้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าตัวโรคจะมีความร้ายแรงเพียงใด แต่หากเราสามารถตรวจพบ และเริ่มการรักษาได้อย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะรักษาหายขาด หรือควบคุมโรคไม่ให้เกิดความพิการหรือทุพลภาพก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

         สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากทุกท่านคือ ขออย่าละเลยหรือประมาทกับอาการผิดปกติใดๆของร่างกาย เพราะอาการที่ท่านคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนั้น อาจจะเป็นเหมือนสัญญาณที่เตือนไปถึงโรคที่รุนแรงอย่างมากได้

  


  นพ.ภัทร โฆสานันท์
  ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-โรคกระดูกสันหลัง
  โรคกระดูกสันหลัง
  โรงพยาบาลเวชธานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี
0 2734 0000 ต่อ 5500 , 5550
http://www.vejthani.com/TH/Article/315/แค่ปวดหลังธรรมดา….จริงหรือ? 

Continue reading

No comments

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง ด้วยการผ่าตัดหลัง

การรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง

การรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง และ/หรือ ปวดร้าวลงขาโดยการฉีดยาลดการอักเสบเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังระดับเอวและบริเวณเส้นประสาทไขสันหลังหรือด้วยการผ่าตัดหลัง

 
อาการปวดหลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมาน อาจมีผลให้ต้องหยุดงาน ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ เมื่อเกิดอาการปวดหลัง อาการปวดขาหรือปวดร้าวลงขา หรือมีทั้งอาการปวดหลังและปวดร้าวลงขา การรักษาแบบเป็นขั้นตอนโดยเริ่มต้นจากการหยุดพักผ่อน รับประทานยาที่รักษาอาการปวด การนวด การผ่าตัดหลังหรือการทำกายภาพบำบัดอาจสามารถทำให้อาการเหล่านี้ทุเลาลงได้ หากอาการไม่ดีขึ้นยังมีความปวดทรมาน การพบแพทย์เพื่อการตรวจและให้การวินิจฉัยมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง
 
อาการปวดหลังโดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้ประมาณสี่ลักษณะ ลักษณะแรกมีแต่อาการปวดหลังเท่านั้น ซึ่งมักมีสาเหตุจากกล้ามเนื้อ พังพืดหรือข้อต่อของกระดูกสันหลัง ลักษณะที่สองมีแต่อาการปวดขาหรือ ปวดร้าวลงขามักมีสาเหตุจากเส้นประสาทที่ออกมาจากไขสันหลัง เป็นเส้นประสาทที่ลงมาเลี้ยงที่ขาถูกกดทับหรือเกิดการอักเสบ เช่นที่รู้จักกันมาก ได้แก่ อาการปวดขาจากเส้นประสาทไซเอติกถูกกดทับจากหมอนรองกระดูกระดับเอวเคลื่อน (Sciatic Neuropathy) เป็นต้น ลักษณะที่สามนั้นผู้ป่วยจะมีอาการทั้งอาการปวดหลังและปวดร้าวลงขา มักมีสาเหตุจากช่องไขสันหลังตีบกดรัดไขสันหลัง เส้นประสาทระดับต้นที่ออกจากไขสันหลัง ลักษณะสุดท้ายเป็นอาการปวดหลังที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกดทับหรือการอักเสบโดยตรงต่อเส้นประสาท แต่อาการปวดหลังนี้มีสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง เช่นโรคไส้ติ่งอักเสบ นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคของรังไข่หรือมดลูก และอาจเกิดจากโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ในร่างกาย
 
การรักษาอาการปวดหลังดังกล่าวนี้สามารถทำได้ เมื่อประสาทศัลยแพทย์ได้ทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย การทำการตรวจพิเศษต่างๆ เช่น เอกซเรย์กระดูกสันหลังในท่าทางต่างๆ การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ของกระดูกสันหลังระดับเอว จะเป็นการยืนยันการวินิจฉัยของประสาทศัลยแพทย์ การให้การรักษาที่สาเหตุจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามในบางกรณีผู้ป่วยมีอาการปวดหลังและปวดลงขาเป็นผู้ป่วยสูงอายุ มีโรคประจำตัวที่จะมีความเสี่ยงสูงในการผ่าตัด หรือเคยทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังมาก่อนแล้วหลายครั้งและยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่ ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังและปวดลงขา โดยที่ประสาทศัลยแพทย์พบว่าอาการปวดดังกล่าวนี้ไม่สามารถอธิบายได้ และอาการปวดกับภาพถ่ายทางรังสีไม่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน การฉีดยาเข้าไปบริเวณเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังระดับเอว และบริเวณเส้นประสาทไขสันหลังจะสามารถช่วยในการวินิจฉัยและให้การรักษาอาการปวดไปได้ในคราวเดียวกัน
การฉีดยาเข้าไปบริเวณเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังระดับเอวสามารถทำได้ โดยประสาทศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ และสามารถทำได้หลายวิธี โดยทั่วไปแบ่งเป็นวิธีดั้งเดิมและวิธีที่ใช้เครื่องมือเฉพาะ

การฉีดยาเข้าไปบริเวณเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังระดับเอวแบบวิธีดั้งเดิม ซึ่งประสาทศัลยแพทย์จะทำการฉีดยาที่เป็นการผสมกันระหว่าง triamcinolone และ ยาชาเฉพาะที่ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ โดยทำการฉีดเข้าไปได้ทั้งบริเวณเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังและเฉพาะเจาะจงลงไปเหนือเส้นประสาท ซึ่งประสาทศัลยแพทย์ได้เลือกไว้โดยได้จากการตรวจร่างกาย ทั้งนี้จำเป็นต้องใส่เข็มเข้าไปขึ้นกับตำแหน่งที่ประสาทศัลยแพทย์ได้จากการตรวจร่างกาย ซึ่งอาจจะมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง สำหรับการฉีดยาโดยอาศัยเครื่องมือเฉพาะ นั้นมีข้อได้เปรียบกว่าวิธีดั้งเดิมคือ ประสาทศัลยแพทย์สามารถใส่เข็มเข้าไปที่บริเวณหลังของผู้ป่วยเพียงจุดเดียว แต่ประสาทศัลยแพทย์จะสามารถทำการฉีดยาได้ ทั้งบริเวณเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังระดับเอวและบริเวณเส้นประสาทไขสันหลังในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ยังอาจฉีดสารลดการเกิดพังผืดในบริเวณที่สงสัยได้

เครื่องมือเฉพาะนี้เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาพิเศษผลิตจากประทศเกาหลี มีลักษณะที่ประกอบด้วยด้ามจับซึ่งมีกลไกที่ประสาทศัลยแพทย์สามารถควบคุมบริเวณส่วนปลายท่อซิลิโคน ซึ่งมีความยาว 30 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร ที่ปลายด้ามจับอีกด้านหนึ่งมีท่อขนาดเล็กเป็นช่องเปิด สำหรับใช้ฉีดยาเมื่อท่อซิลิโคนเข้าไปในตำแหน่งที่ประสาทศัลยแพทย์ต้องการ 
การฉีดยาในลักษณะนี้มีความปลอดภัยและมีรายงานการศึกษามากมายในต่างประเทศ สารสเตียรอยด์ที่ใช้คือ triamcinolone ที่จะช่วยลดอาการอักเสบเฉพาะที่ได้ จะสามารถออกฤทธิ์อยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน หลังการฉีดยาควรปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะสามารถช่วยให้อาการปวดลดลงจนมีอาการดีขึ้นได้
 
ภาวะแทรกซ้อนที่ควรทราบได้แก่ อาการแพ้สารที่ฉีดหรือแพ้สีที่ใช้ช่วยในการบอกตำแหน่ง ภาวะติดเชื้อและการมีเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลัง
 

Continue reading

No comments

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผ่าตัดหลัง เรื่องเล็กๆ ที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ผ่าตัดหลัง เรื่องเล็กจริงหรือ?
มนุษย์เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ปวดหลังอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ปวดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงอายุ แต่ส่วนใหญ่พออายุมากขึ้นมักจะพบว่าปวดบ่อยและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาการปวดของแต่ละคนก็มีที่มาแตกต่างกัน

อาการปวดหลังมีสาเหตุมาจากหลายกรณี ดังนี้

  • ปวดหลังเล็กน้อยจากกล้ามเนื้อ อาการนี้เป็นได้ทั่วไป มาจากการยกของหนัก นั่งผิดท่า เป็นต้น
  • ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกแตก
  • ปวดหลังจากกระดูกงอกทับเส้นประสาท หรือช่องกระดูกสันหลังตีบ
  • กลุ่มที่มีอาการปวดแปลกๆ เช่น ตอนกลางวันเวลาทำงานไม่ปวด แต่นอนพักผ่อนเวลากลางคืนกลับปวด กลุ่มนี้บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคอันตราย เช่น มะเร็งกระดูก วัณโรคกระดูก เป็นต้น
  • กระดูกสันหลังเคลื่อน ไม่มั่นคง ทำให้มีอาการปวดเวลาขยับตัว

ปวดหลังที่ผิดปกติ

การแยกแยะด้วยตัวเองว่าอาการปวดหลังที่เป็นอยู่มาจากสาเหตุอะไรค่อนข้างยาก วิธีที่ดีที่สุดคือควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้รู้สาเหตุแน่ชัด หากพิจารณาในกลุ่มคนทำงาน หรือคนที่อายุไม่มาก อาการปวดหลังที่พบมักมาจากสาเหตุหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือแตกทับเส้นประสาท เป็นที่มาของอาการปวดหลังร้าวลงขาที่พบบ่อยในคนวัยทำงาน ลักษณะอาการปวด เช่น ก้มลงไปยกของขึ้นมา ปวดเสียวร้าวลงขา ปวดจนต้องปล่อยของที่ถืออยู่ในมือจนตัวจะทรุดลงไป อาการนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าหมอนรองกระดูกแตก
โดยทั่วไปลักษณะทางกายภาพของหมอนรองกระดูกจะไม่ทนต่อแรงบิด สังเกตได้จากการยกของหนักในแนวตรงจะไม่ค่อยพบอาการปวดหลังผิดปกติ แต่เมื่อใดที่เอี้ยวตัวไปหยิบของ บางครั้งพบอาการปวดหลังร้าวลงขากะทันหัน นั่นคืออาการหมอนรองกระดูกแตกแล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาทได้ เพราะฉะนั้นใครที่เป็นโรคปวดหลังอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการบิดตัว หรือเอี้ยวตัวยกของ
หมอนรองกระดูกจะมีลักษณะเป็นแผ่น (ถุง หรือ capsule) ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะคล้ายเจลเหนียวๆ แต่ถ้าแตกหรือชำรุดเสียหาย เจลที่เคลื่อนออกมาภายนอกจะแข็งขึ้น หากไปโดนเส้นประสาทเส้นใดเส้นหนึ่งที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ จะทำให้ระบบนั้นผิดปกติไป
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน อาจเปรียบเทียบระบบเส้นประสาทของมนุษย์กับระบบการจ่ายไฟฟ้าได้ดังนี้ ระบบเส้นประสาทเหมือนสายไฟ ต้นทางคือโรงไฟฟ้า ส่งต่อมาที่สายส่งกำลังแรงสูง ปากซอยจะมีหม้อแปลงไฟฟ้า มาจนถึงหน้าบ้านมีมิเตอร์ไฟฟ้า ลักษณะการบาดเจ็บต่อระบบประสาทในแต่ละจุด อาจเปรียบได้กับการระเบิดของจุดจำหน่ายไฟแต่ละจุด เช่น การระเบิดของโรงไฟฟ้าจะทำให้ไฟฟ้าดับทั้งเมือง เปรียบได้กับการบาดเจ็บที่คอหรือสมองของมนุษย์ ทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัวได้ หรือหม้อแปลงระเบิดทำให้ไฟฟ้าดับทั้งซอย เปรียบได้กับการเป็นอัมพาตทั้งขาหรือระดับเอวลงไป ในกรณีของหมอนรองกระดูกชำรุดเสียหาย เปรียบได้กับมิเตอร์หน้าบ้าน ถ้าไฟดับก็ดับเฉพาะในบ้าน เหมือนกับอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน ที่อาจทำให้มีอาการกระดกนิ้วเท้าไม่ขึ้น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินลำบาก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต เป็นต้น

รู้ได้อย่างไรว่าหมอนรองกระดูกเสียหายมากน้อยแค่ไหน

เบื้องต้นแพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไปก่อน อย่างไรก็ตามการตรวจโดยดูจากการเอกซเรย์อย่างเดียวจะมองไม่เห็นละเอียดไปถึงหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดต้องตรวจด้วยการทำ MRI Scan จึงจะเห็นพยาธิสภาพของหมอนรองกระดูกที่แตก ว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดหลังหรือไม่

การผ่าตัดหลัง รักษาหมอนรองกระดูกเคลื่อน

1. การผ่าตัดแบบมาตรฐาน ในยุคแรกจะผ่าหลังแบบเปิดแผลลงไปตรงๆ เปิดกล้ามเนื้อหลังออกเป็นช่อง และจำเป็นต้องตัดกระดูกบางส่วนเพื่อจะเข้าถึงหมอนรองกระดูกที่อยู่ด้านหลังของกระดูกสันหลังได้ วิธีนี้มีข้อจำกัด ประการคือแรกทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ประการที่สองจำเป็นต้องสูญเสียกระดูกบางส่วน และหลังจากผ่าตัดแล้วจะทำให้ผู้ป่วยปวดหลังต่ออีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังจากการผ่าตัด
2. การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ ศัลยแพทย์จะมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ในการผ่าตัด เพื่อขยายภาพให้ชัดเจนขึ้น ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อลดลง แต่ยังคงต้องตัดกระดูกบางส่วนออกอยู่ดี
3. การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคป วิธีนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของการผ่าตัดแบบมาตรฐาน โดยศัลยแพทย์จะเจาะรูเพื่อสอดกล้องเข้าไปในร่างกาย ซึ่งเลนส์กล้องจะติดอยู่ตรงส่วนปลายของสาย ทำให้เห็นภาพพยาธิสภาพภายในได้ชัดเจน ส่วนการนำเศษหมอนรองกระดูกที่แตกออก ทำได้โดยการสอดเครื่องมือผ่านสายกล้องเข้าไป เพื่อนำเครื่องมือเข้าไปดึงหมอนรองกระดูกที่แตกออกผ่านสายกล้อง โดยไม่ต้องเจาะแผลเพิ่ม และไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ แค่ใช้ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น เพราะฉะนั้นในขณะทำผ่าตัดผู้ป่วยจะรู้สึกตัว และสามารถบอกแพทย์ได้เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติ หรือเมื่อแพทย์นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกมา ผู้ป่วยจะรู้สึกได้ทันทีว่าหายปวด ความปลอดภัยจึงมีมากขึ้น ระยะเวลาในการพักฟื้นสั้นลง นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลแค่ 1 คืน

ข้อจำกัดของผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีเอนโดสโคป

  • กรณีที่มีกระดูกงอกมาก จนช่องสำหรับสอดเครื่องมือตีบแคบมาก จะทำให้ไม่สามารถสอดเครื่องมือเข้าไปได้
  • หมอนรองกระดูกแตก แล้วเคลื่อนไปอยู่ที่อื่น อาจต้องพิจารณาใช้วิธีอื่นในการผ่าตัดหลัง

ความแม่นยำของวิธีเอนโดสโคป

สำหรับศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญ วิธีนี้นับว่ามีความแม่นยำมากกว่าวิธีมาตรฐาน เพราะกล้องที่สอดเข้าไป สามารถส่องให้เห็นพยาธิสภาพภายในได้อย่างชัดเจน สามารถขยาย และโฟกัสได้ มองเห็นชัดถึงเส้นประสาทนั้นๆ ช่วยหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทได้ดีกว่าการเปิดแผลปกติ ที่สำคัญไม่ต้องตัดกระดูกออก

โอกาสกลับเป็นซ้ำ

ในการผ่าตัดนำหมอนรองกระดูกที่แตกออก จะไม่นำหมอนรองกระดูกที่แตกออกทั้งหมด เพราะต้องคงหมอนรองกระดูกไว้เพื่อให้สามารถทำหน้าที่รองรับข้อกระดูกสันหลังได้ และส่วนที่ยังไม่ชำรุดจะคงสภาพไว้เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นหลังผ่าตัดหากกลับไปใช้งานหลังในลักษณะหนักเหมือนเดิม ก็มีโอกาสที่จะแตกซ้ำที่เดิมได้ สำหรับอัตราการกลับเป็นซ้ำในคนที่ผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคปมีร้อยละ 4 แต่เมื่อเป็นซ้ำก็สามารถกลับมาผ่าตรงที่เดิมได้อีก แต่ถ้าผ่าด้วยวิธีมาตรฐานจะมีโอกาสเป็นซ้ำมากกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 5-10 เนื่องจากแผลสำหรับการผ่าตัดหลังแบบมาตรฐานจำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่กว่า ดังนั้นการบาดเจ็บจึงมีมากกว่า

หมอนรองกระดูกเคลื่อนไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น

จากการศึกษาส่วนใหญ่จะมีอาการแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้
1 เดือน ผู้ป่วยจะปวดมาก ลุกไม่ได้
3 เดือน มีอาการปวด พอทนไหว แต่ไม่สามารถทำงานได้
3 ปี ปวดเรื้อรังเป็นๆ หายๆ ทรมานอยู่อย่างนั้นจนกว่าร่างกายจะสามารถปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้

Continue reading

No comments

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ดีกับผู้สูงอายุอย่างไร


        การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผ่าตัด คือ การนำระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการสร้างภาพ 3 มิติ ของบริเวณข้อเข่าที่จะผ่าตัด โดยการป้อนข้อมูลให้แก่คอมพิวเตอร์ในขณะทำผ่าตัด ให้ได้ภาพ digital model ที่มีลักษณะเฉพาะเหมือนคนไข้แต่ละราย ซึ่งอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันได้ในคนไข้แต่ละราย โดยไม่ต้อง x-ray หรือ CT Scan ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องโดนรังสี x-ray โดยไม่จำเป็น ภาพที่ได้จะมีการเคลื่อนไหวไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของข้อเข่าตามจริงตลอดเวลา โดยอาศัยเทคโนโลยีการส่งข้อมูลจากบริเวณข้อเข่าคนไข้ไปยังระบบคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบอินฟราเรด
 
        ระบบคอมพิวเตอร์จะมี software ช่วยประมวลข้อมูลที่ได้รับในการสร้างภาพตามจริงตลอดเวลา โดยมีความละเอียดถึง 0.1 มิลลิเมตร และ 0.1 องศา ดังนั้น แพทย์จะสามารถได้ข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อช่วยในการตัดสินใจการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ระหว่างทำผ่าตัด ตลอดจนสามารถตรวจสอบความถูกต้อง และแม่นยำได้ทันทีในขณะทำผ่าตัด หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น สามารถทำการแก้ไขได้ทันที ซึ่งต่างจากเทคนิคการผ่าตัดที่ใช้ทั่วไปที่จะต้องรอประเมิน โดยใช้ x-ray หลังผ่าตัด หากพบว่า มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น จะทำการแก้ไขได้ยากเพราะต้องผ่าตัดใหม่ เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น และเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ดังนั้น แม้จะพบว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น มักจะต้องยอมรับสภาพดังกล่าว ทำให้มีผลทั้งอายุการใช้งานของผิวข้อเข่าเทียม และการใช้งานหลังผ่าตัด
 

การผ่าตัดโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์นั้นทำงานอย่างไร

        ในการผ่าตัดโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่เสมือนระบบนำร่อง (Navigation System) ที่ใช้ในสายการบิน เพื่อช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการบิน หรือระบบดาวเทียมเพื่อช่วยบอกตำแหน่งได้อย่างถูกต้องแม่นยำตลอดเวลาแบบ real time จึงต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีเทคโนโลยีความเร็วสูง เพื่อช่วยให้การประมวลข้อมูลอย่างรวดเร็ว มีระบบการส่งข้อมูลจากบริเวณที่ทำผ่าตัดไปยังคอมพิวเตอร์ มีการป้อนข้อมูลข้อเข่าของคนไข้ให้กับคอมพิวเตอร์ในขณะทำผ่าตัด (Registration) โดยอาศัย tracking technology ซึ่งประกอบด้วยตัวส่งข้อมูลที่ยึดติดกับข้อเข่าคนไข้ (Sensing Devices) และระบบรับข้อมูลซึ่งจะรับข้อมูลที่ได้ส่งไปยังคอมพิวเตอร์ ระบบประมวลข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะสร้างภาพดิจิตอล (Digital Model) ข้อเข่าของคนไข้คอมพิวเตอร์ จะมีข้อมูลของผิวข้อเข่าเทียมชนิดที่ใช้ในการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกหลายชนิด โดยแต่ละชนิดจะมีข้อมูลขนาดและรูปร่างที่ต่างกัน (Dimension of Prosthesis) และคอมพิวเตอร์จะให้ข้อมูลแก่แพทย์ผู้ทำผ่าตัดในการเตรียมผิวกระดูกของข้อเข่าที่ดีที่สุดสำหรับผิวข้อเทียมชนิดนั้นๆ รวมทั้งเลือกขนาดของผิวข้อเข่าเทียมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้ เมื่อแพทย์ได้ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้สามารถแต่งผิดกระดูกที่จะรองรับผิวข้อเทียมได้อย่างถูกต้อง และยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ หากยังมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขได้ทันที ปัจจุบันยังมีการพัฒนา software เพื่อช่วยในการประเมินความสมดุลของกล้ามเนื้อและความตึงของเส้นเอ็นบริเวณข้อเข่าเพื่อให้สามารถใช้งานได้ดีที่สุด
 

การผ่าตัดโดยอาศัยเทคนิค Minimal Invasive Surgery ร่วมกับเทคนิคการผ่าตัดด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (MIS & CAS)

        ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดชนิดใหม่ เพื่อให้บาดแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงที่เรียกว่า Minimal Invasive Surgery ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก สวยกว่า กลับไปใช้งานได้เร็วกว่า แต่ต่อมาพบว่า มีปัญหาเกิดขึ้นหลายประการ เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ทำให้แพทย์ไม่สามารถมองเห็นบริเวณที่ทำผ่าตัดได้ชัดเจน จึงมีโอกาสเกิดความผิดพลาดในการวางตำแหน่งของผิวข้อเทียมง่าย ทำให้เกิดผิวข้อเทียมหลวมและสึกหรอเร็วกว่าที่ควร แม้แพทย์จะมีความชำนาญและประสบการณ์สูงแล้วก็ตาม จะมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้สูง
 
         ดังนั้น ด้วยระบบการผ่าตัดโดยใช้คอมพิวเตอร์ (CAS) จึงได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการผ่าตัดด้วยเทคนิค Minimal Invasive Surgery เพื่อช่วยให้แพทย์มีข้อมูลระหว่างทำผ่าตัดมากขึ้น แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจน แต่จะสามารถมองภาพจากจอคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถทำผ่าตัดได้แม่นยำยิ่งขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น โดยลดปัญหาการวางตำแหน่งผิวข้อเข่าเทียมที่ไม่เหมาะสม จึงมีความเชื่อกันว่าการผ่าตัดโดยเทคนิค Minimal Invasive ร่วมกับ Computer-Assisted Surgery จะเป็นการผ่าตัดสำหรับอนาคต

การผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมโดยใช้เทคนิคแผลเล็กมีข้อดีอย่างไร

        ปกติแล้วการผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมที่ทำกันอยู่จะมีขนาดแผลผ่าตัดยาวประมาณ 13-15 เซนติเมตร แต่การผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลขนาดเล็ก (Minimally Invasive Surgery) แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กลง โดยมีความยาวของแผลผ่าตัดประมาณ 8-10 เซนติเมตร และนอกจากแผลผ่าตัดภายนอกที่มีขนาดเล็กลงแล้วนั้น ยังมีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดที่ทำให้เกิดความชอกช้ำต่อเนื้อเยื่อภายในให้น้อยลง ทำให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยหลายประการ

 ข้อดีของการผ่าตัดโดยใช้เทคนิคแผลผ่าตัดขนาดเล็ก มีดังนี้ คือ

  • มีผลให้นอกจากแผลผ่าตัดจะสั้นลง แผลดูสวยขึ้น
  • ทำให้อาการปวดหลังผ่าตัดน้อยลง
  • เสียเลือดจากการผ่าตัดน้อยลง ทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น
  • คนไข้สามารถฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้รวดเร็ว และเดินได้เร็วกว่าการผ่าตัดด้วยวิธีปกติมาก

ข้อจำกัดของการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมโดยใช้เทคนิคแผลขนาดเล็ก

การผ่าตัดโดยใช้เทคนิคแผลผ่าตัดขนาดเล็กนี้ มีข้อดีหลายประการ ทำให้ในหลายประเทศได้รับความสนใจจากคนไข้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากการที่แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง และการฟื้นตัวหลังผ่าตัดที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ความกลัวต่อการผ่าตัดของคนไข้ลดลง แต่ต่อมาพบว่า การผ่าตัดโดยแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ทำให้เกิดข้อจำกัดในระหว่างการผ่าตัดหลายประการ และไม่สามารถใช้เทคนิคดังกล่าวกับคนไข้ทุกราย เช่น
  • คนไข้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมขั้นรุนแรง ร่วมกับมีภาวะโก่งงออย่างมากร่วมกับมีกระดูกงอก (Osteophytes) เป็นจำนวนมาก
  • คนไข้ที่มีภาวะข้อเข่ายึดติดอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ระหว่างทำผ่าตัดได้สะดวก
  • คนไข้ที่อ้วนมาก จะไม่เหมาะที่จะใช้การผ่าตัดโดยใช้เทคนิคแผลผ่าตัดขนาดเล็กนี้
 
 
          อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดโดยใช้เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยให้การผ่าตัดมีความแม่นยำสูง ซึ่งแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่ก็คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มโอกาสให้ผิวข้อเข่าเทียมมีอายุใช้งานที่นานยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดแก้ไขในภายหลังอีกครั้ง ในขณะที่คนไข้มีอายุที่มากขึ้น สภาพร่างกายที่มีความแข็งแรงลดน้อยลง ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้สูงขึ้น และการผ่าตัดแก้ไข (Revision) จำเป็นต้องใช้ผิวข้อเข่าเทียมชนิดที่มีราคาแพงกว่าผิวข้อเข่าเทียมรุ่นปกติ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าการผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมปกติมาก และผลการผ่าตัดที่ได้ มักไม่ได้ผลดีเท่ากับการผ่าตัดครั้งแรก ปัจจุบันจึงเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมให้ดีที่สุดในครั้งแรกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

Continue reading

No comments

Popular Posts

Recent Posts

Auto Backlinks

Text Widget

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ขับเคลื่อนโดย Blogger.